ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วิทยาศาสตร์ยังน่าหลงใหลและสวยงามอยู่หรือไม่?

 วิทยาศาสตร์ยังน่าหลงใหลและสวยงามอยู่หรือไม่?

โควิดพรากความสุข ความเชื่อมั่นของเราไป…เท่าไหร่แล้ว
.
นี่ก็เนิ่นนานที่ชีวิตธรรมดาๆหายไป
และยังไม่มีวี่แววว่าเมื่อไหร่จะกลับมา
.
โรคภัยอย่างโควิดเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวงการแพทย์และวิจัยโดยตรง
คนหันมาสนใจงานวิจัยชิ้นแล้วชิ้นเล่า
ที่ถูกบอกเล่าผ่านปากของนักวิชาการเสียงดังบ้าง เบาบ้าง
เชื่อได้บ้าง เชื่อไม่ได้บ้าง
.
วิทยาศาสตร์ที่แสนจะสวยงาม
ว่าความกันตามหลักฐานเชิงประจักษ์
ถูกนำมาถกเถียงด้วยเหตุผลที่ต่าง ชวนให้สนใจในมุมมอง
แต่กลับกลายเป็นเสียงที่แตก
ข้อสรุปที่เกิดขึ้นเหมือนเลือกได้ตามแต่ลัทธิความเชื่อ
.
บ้างว่ากันตามหลักฐานทางวิชาการ
บ้างก็กล่าวถึงการค้นพบสูตรวัคซีนใหม่
นี่ชวนให้สงสัยในวิทยาศาสตร์ไม่น้อย
ว่ามีอะไรอยู่ในใจของนักวิจัยเหล่านั้น
.
สิ่งนั้นคือวิทยาศาสตร์โดยบริสุทธิ์
เห็นแก่มวลมนุษย์จริงๆหรือไม่
หรือมีเรื่องการเมือง ศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง
.
วิทยาศาสตร์ยังน่าหลงใหล
ยังเป็นความจริงของสิ่งที่เจอในปัจจุบัน
และยังคงความหวังของโลกอยู่ไหม?
.
ในฐานะนิวบี้ของวงการวิทยาศาสตร์ก็คงได้แต่ตั้งคำถาม
ทั้งที่ในใจก็เริ่มจะลดความเชื่อมั่นไปเสียแล้ว
.
เคยคิดว่า
วิทยาศาสตร์จะ…ทำให้คนมีตรรกะและเหตุผล
วิทยาศาสตร์จะ…ทำให้ความเชื่อหลายอย่างถูกหยิบยกมาถกเถียง
วิทยาศาสตร์จะ…ทำให้คนไทยเลิกงมงาย
.
แต่…
มันดูยากเหลือเกินที่ประเทศไทยจะมีอะไรแบบนั้น
ทั้งที่นักวิจัยไทยเก่งๆมากมายมีชื่อเสียงอยู่ทั่วทุกมุมโลก
บ้างกลับมาไทยด้วยใจมุ่งมาดปรารถนาจะพัฒนาบ้านเกิด
.
ถึงกระนั้นเสียงของนักวิจัยก็ยังเบาเสียเหลือเกิน
เบาเสียจน ชวนให้สงสัยว่าผู้บริหารประเทศได้ยินบ้างไหม
เบาเสียจน ประเทศไทยกำลังจะแย่
เบาเสียจน คนที่แบกทุกอย่างไว้คือประชาชน
เบาเสียจน ชวนให้สงสัยว่าควรพยายามส่งเสียงต่อไปไหม

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Namthip × งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 2

Namthip × งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 2   เท้าความตอนที่แล้ว สุดท้ายก็กล้าเดินเข่าเข้าไปขอ e-mail อาจารย์ . หลังจากนั้นก็ดีดอย่างหนัก 555 จากวิทยาศาสตร์ที่เรียนไปวันๆ กลายเป็นน่าสนุกขึ้นมาทันตา เคมีเกรด 2 ที่เคยได้มาก็กลายเป็นเกรด 4 จนติดโอลิมปิกวิชาการเคมี การอ่านหนังสือตั้งแต่นั้นก็ไม่ใช่แค่เอาไปตอบข้อสอบอีกต่อไป แต่คือการอ่านให้เข้าใจและพยายามคิดต่อ โผล่ไปห้องพักครูเคมีบ่อยมาก พร้อมกับแบกหนังสืิอไปด้วย คุณครูคนนั้นคือ อ.สุคนธ์ มณีฉาย หนังสือที่ชอบตอนนั้นคือหนังสือ ของ อ.กฤษณา ชุติมา ซึ่งเป็นหนังสือที่ดูจะอธิบายละเอียดและลึกซึ้งกว่าระดับมัธยมมาก นับแต่นั้นมามาตราฐานของการสอบจึงไม่ใช่คะแนนแต่เป็นความเข้าใจ ถึงจะได้คะแนนดีแต่ไม่เข้าใจก็ตามไปถามครูถึงห้อง >< บางครั้งหนังสือ 2 เล่มก็เขียนไม่เหมือนกัน และครูก็บอกว่าทำไม แบบนี้หล่ะที่น่าสนุก . E-mail ส่งไปถึง อ.ชิษณุสรร อ ตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษในทุกครั้ง และทุกครั้งเช่นกันที่ต้องเปิดดิกชันนารีแปลทุกคำ . มีครั้งนึงอยู่ในค่ายโอลิมปิกวิชาการ ยืมคอมเพื่อนเปิด เจอศัพท์ที่ไม่รู้ (มันคือคำว่า appointment) ก็เดินไปถามเพื่อนคนนู้นคนนี้ว่านี่แ...

Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 6

 Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 6   ตอนนี้ที่รอคอยยยย ว่าด้วยเรื่องราวตอนเรียนปริญญาเอก Scientific Lineage และ Mentor . จากเรื่องราวตอนก่อนๆ ตั้งแต่ ม.ต้น จนปี 6 ป ตรี เภสัช ที่ชีวิตว้าวุ่น กับการหาแลปเรียนต่อมากกว่าสอบใบประกอบวิชาชีพ . การเรียนต่อคือการเบี่ยงเข็มไปในทางที่ยิ่งแคบ ยิ่งเฉพาะทาง และแน่นอนเส้นทางอาชีพที่แคบลงไปอีก นี่ทำให้คิดหนักมากว่าเรียนอะไร ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ชอบวิจัยแบบไหนของมะเร็ง เพราะวิจัยมะเร็งนั้นกว้างมากกกกกกกกก . ถึงตรงนี้ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านๆที่ให้โอกาสได้ค้นหาตัวเองว่าชอบวิจัยมะเร็งแบบไหนนะคะ . ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เลยตัดสินใจเรียนปริญญาเอก สาขาเภสัชวิทยา ที่ศิริราช (มันคือ โทควบเอก ถ้าจบ ป ตรีด้วยเกียรตินิยม จะสมัครเรียนแบบนี้ได้เลยไม่ต้องผ่านโท) ซึ่งการเข้าเรียนแบบนี้ก็ถูกนับเป็นนักเรียน ป เอก แต่วิชาเรียนเยอะกว่า . การเรียน ป เอก นั้น จุดสำคัญคือทำวิจัยล้วนๆ แทบไม่มีอะไรผสม เอาหล่ะวะ สมใจอยาก 55555 อยากร่ำไปด้วยทำแลปไปด้วย สภาพพพพ . คือวิจัยนี่ไม่ได้เหมือนแลปที่เราทำตอนเรียนมัธยม ที่ใสๆกุ๊งกิ๊ง เพราะเป็นการทดสอบกฏหรือทฤษฎี ที่คนทั้งโลกทำมาเ...

Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 1

  Namthip x งานวิจัยมะเร็ง ตอนที่ 1   อยากบันทึกเรื่องราววิทยาศาสตร์ตอนวัยเด็กไว้สักหน่อย เป็นเรื่องราวที่อยากบันทึกไว้อ่านเอง ที่จริงควรจะเขียนตั้งแต่เหตุการณ์จบลงใหม่ๆ เพราะความรู้สึกจะยังคงสดใหม่ ภาษาก็อาจจะยังขำๆ กลับมาอ่านก็คงจะอมยิ้มไปอีกแบบ แต่บันทึกตอนนี้ก็ไม่สาย เพราะไม่รู้ว่าต่อไปวิทยาศาสตร์และงานวิจัย จะยังสดใสน่าตื่นเต้นเหมือนที่คิดตอนเด็กมั้ย งั้นรีบเขียนเลยแล้วกัน . บันทึกนี้คือบันทึกความรู้สึกที่อยู่ในใจ ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน บางส่วนอาจจะเกี่ยวข้องกับการเมืองยุคปัจจุบัน แต่ถ้าเสพด้วยใจที่เป็นกลาง เป็นเหตุเป็นผล เข้าใจบริบทของสังคม เวลา และเข้าใจว่าทั้งหมดคือเรื่องราววิทยาศาสตร์ไม่ใช่การเมือง เรื่องเล่าทั้งหมดจะไม่ชวนให้ตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด ขอใช้ภาษาตามประสาเด็กๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อนหล่ะกัน . ชอบวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก แต่เรียนไม่ค่อยเก่งหรอก ชอบเล่นมากกว่า ทำของเล่นกับพ่อ หรือวุ่นวายกับสีดอกไม้หลังบ้านที่เอามาเล่นกับกรดเบส . จนหลังจากที่ยายเสียชีวิตเพราะมะเร็ง ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมหมอช่วยยายไม่ได้ ก็คิดนะว่าการแพทย์เป็นทางหนึ่ง แต่อาจจะมีทางที่ดีกว่า เขียนๆ...